Login Form



Calendar
Banner

trcs

PostHeaderIcon Cross Matching

Compattibility test

      การตรวจความเข้ากันได้ของเลือดผู้ป่วยกับผู้บริจาค (Compattibility test) มีความสำคัญมาก ความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางด้านเทคนิค ความไม่เหมาะสมของสิ่งส่งตรวจ หรือความบกพร่องในการบริหารจัดการอาจเป็นผลให้ผู้ป่วยเกิดปฎิกิริยาหลังการรับเลือดทั้ง acute และ delayed hemolytic transfusion ได้ อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจ Compattibility test ทุกขั้นตอน

ขั้นตอนการทำ Compattibility test

1. ตรวจดูบันทึกผลของธนาคารเลือดของผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับเลือดครั้งก่อน (ถ้ามี) ได้แก่ Blood group ABO,Rh,DAT,alloantibody,ประวัติทั่วไปของผู้ป่วย เช่น diagnosis,ประวัติการตั้งครรภ์ เป็นต้น

2.ตรวจ ABO,Rh grouping ของผู้ป่วยและทำ antibody screening (การทำ antibody screening อาจทำไปพร้อมกับการ crossmatch เลยก็ได้)

3.เลือกเลือดผู้บริจาคที่มีหมู่ ABO และ Rh ที่ตรงกันหรือเข้ากันได้มาทำ crossmatching ให้ผู้ป่วย


การทำ Crossmatch เข้ากันได้หมายความถึง

- เลือดของผู้บริจาคมีหมู่เลือด ABO ตรงกันหรือเข้ากันได้กับผู้ป่วย

- Serum ของผู้ป่วยไม่มี antibody ตรงกับ Antigent บนเม็ดเลือดแดงของผู้บริจาค


ขบวนการในการขอเลือด

ใบ Request

      ใบ request ต้องมีรายละเอียดของผู้ป่วยได้แก่ ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ HN, AN,ward,ประวัติการตั้งครรภ์,การรับเลือด,diagnosis,และมีระบุว่าต้องการส่วนประกอบเลือดประเภทใด จำนวนเท่าใด อย่างชัดเจน มีวัน เดือน ปี เวลา ที่ขอเลือดและที่ต้องการรับเลือด และมีชื่อแพทย์ผู้สั่งรักษา

ข้อปฏิบัติในการเจาะเลือดผู้ป่วย

1. ถามชื่อ-สกุล ผู้ป่วยโดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตอบเอง

2. ตรวจสอบชื่อผู้ป่วยที่ป้ายชื่อที่ข้อมือ ไม่ควรดูจากป้ายชื่อที่เตียง

3. ถ้าผู้ป่วยพูดไม่ได้ และไม่มีป้ายที่ข้อมือ ควรถามชื่อผู้ป่วยจากผู้ใกล้ชิด เช่น ญาติผู้ป่วย หรือพยาบาล

4. ไม่ควรเจาะเลือดผู้ป่วยจากสายที่ให้ itravenous fluid ถ้าจำเป็นต้องเจาะเลือดจากสายดังกล่าวควรให้น้ำเกลือผ่านทางสายนี้ก่อนแล้วจึงดูดเลือดผู้ป่วยประมาณ 5 มล.ทิ้งไป จากนั้นจึงดูดประมาณ 5-10 มล.ใส่ tube ที่มีข้อมูลคนไข้ label ไว้แล้ว ตรวจดูข้อมูลคนไข้อีกครั้งก่อนนำส่งเพื่อทำ Compattibility test


เลือดผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ Compattibility test

1. เป็น clotted blood เจาะภายใน 24-48 ชั่วโมงก่อนรับเลือด สำหรับผู้ป่วยที่รับเลือดทุกวันให้ใช้เลือดที่เจาะภายใน 24 ชั่วโมงก่อนรับเลือดครั้งต่อไปมาทำ crossmatch

2. จะต้องไม่มี Hemolysis เพราะแอนติบอดีย์ของหมู่เลือดบางระบบให้ปฏิกิริยา Hemolysis ดังนั้นถ้าใช้ serum ที่มี Hemolysisมาทดสอบจะทำให้การอ่านผลตรวจผิดพลาด

การเลือกเลือดผู้บริจาคเพื่อนำมา Crossmatch ให้ผู้ป่วย

1. หมู่เลือดระบบ ABO

     จะต้องเลือกหมู่เลือดที่ตรงกับผู้ป่วย แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับเลือดอย่างเร่งด่วนแต่ไม่มีเลือดที่มี ABO group ตรงกับผู้ป่วยอาจพิจารณาเลือกหมู่เลือด ABO ที่เข้ากันได้กับผู้ป่วยดังนี้ ( แต่ต้องเป็น Packed red cells )

.................. ตาราง การเลือกเลือดผู้บริจาคให้คนไข้...................

     เมื่อผู้ป่วยเคยได้รับเลือดต่างหมู่ที่เข้ากันได้ การกลับมารับเลือดที่ตรงหมู่กับผู้ป่วย จะต้องพิจารณาผลการตรวจหา anti-A และ anti-B ในserum ของผู้ป่วย(ซึ่งเป็น Antibody ที่มาจากเลือดของผู้บริจาค) ว่ายังคงมีเหลืออยู่หรือไม่

     ถ้าเลือดผู้ป่วยที่เจาะครั้งใหม่นั้นให้ผล Crossmatch เข้ากันได้กับเลือดผู้บริจาค และใน serum ผู้ป่วยไม่มี anti -A หรือ anti -B ของผู้บริจาคที่เคยได้รับจากครั้งที่แล้ว เหลืออยู่ก็สามารถให้เลือด unit นั้นกับผู้ป่วยได้ แต่ถ้าใน serum ของผู้ป่วยยังคงมี anti-A หรือ anti - B ของผู้บริจาคเหลืออยู่ หรือผลการ crossmatch เข้ากันไม่ได้ ในกรณีนี้ผู้ป่วยควรได้รับเลือดต่างหมู่ที่เข้ากันได้ (หมู่เดียวที่เคยได้รับครั้งที่แล้ว) ต่อไป


2. หมู่เลือดระบบ Rh

     การทำ Crossmatch นอกจากจะต้องเลือกเลือดที่มีหมู่เลือดระบบ ABO ทีเข้ากันได้แล้ว ยังต้องพิจารณาหมู่เลือดระบบ Rh ด้วย โดยมีหลักการดังนี้

- ผู้ป่วย Rh Negative จะต้องให้เลือดที่เป็น Rh Negative แต่ในกรณีที่จำเป็นและเร่งด่วนจริงๆ ที่ในขณะนั้นไม่มีเลือด Rh Negative ที่มีหมู่ ABO ที่ตรงกันหรือเข้ากันได้เลย ก็สามารถให้เลือดที่เป็น Rh Positive ได้แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึง ถึงคือผู้ป่วยนั้นจะต้องไม่เคยได้รับการ sensitized ด้วยเลือด Rh Positive (อาจจะเกิดจากการรับเลือดหรือการตั้งครรภ์) จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจหา Anti-D ในซีรัมของผู้ป่วย ( Antibody screening test) และถ้าไม่พบ alloantibody ก็สามารถให้เลือดRh Positive แก่ผู้ป่วยได้ แต่ถ้าพบ anti - D ใน serum ผู้ป่วยแล้วจะต้องให้เลือดที่เป็น Rh Negative เท่านั้น


3. serum ผู้ป่วยที่มี alloantibody

     antibody ที่ตรวจพบใน serum ผู้ป่วยอาจเป็น cold antibody เช่น anti-Le a, anti-P1, หรืออาจจะเป็น warm antibody เช่น anti-E,anti-C,anti-JKa เป็นต้น การเลือกเลือดให้ผู้ป่วยที่มี alloantibody หรือมี alloantibody ร่วมกับ autoantibody จะต้องเลือกเลือดที่ไม่มี antigent ตรงกับ alloantibody ที่ผู้ป่วยมี เช่น ผู้ป่วยมี anti - E ควรได้รับเลือด E (-)

     ผู้ป่วยที่เคยมี alloantibody ผู้ป่วยที่มีแอนติบอดีย์ใน serum และได้รับเลือดบ่อยๆ อาจตรวจไม่พบแอนติบอด์เหล่านั้น แต่ถ้าทราบว่าผู้ป่วยมีแอนติบอดีต่อหมู่เลือดระบบใดควรเลือกเลือดที่ไม่มี antigen ตรงกับ antibody ที่มีหรือเคยมีใน serum ของผู้ป่วย เช่น ถ้าผู้ป่วยเคยมี anti-C ควรเลือกเลือดที่เป็น C(-) ให้ผู้ป่วย

     สำหรับผู้ป่วยที่มี antibody ต่อ high incidence antigen ซึ่งหาเลือดให้ผู้ป่วยได้ยาก ควรเลือกเลือดจากญาติผู้ป่วยมา crossmatch ให้ผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันต้องผ่านกระบวนการของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย

ก่อนทำ compatibillity test ต้องปฏิบัติดังนี้

1. ตรวจสอบข้อมูลของผู้ป่วยในใบขอเลือดและใน tube เลือดว่าถูกต้องและตรงกันหรือไม่

2. ตรวจดูบันทึกประวัติการให้เลือดครั้งก่อน ถ้าผู้ป่วยเคยรับเลือดมาก่อน และเปรียบเทียบผลการตรวจครั้งก่อนกับครั้งปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเคยมี unexpected antibody แต่ในปัจจุบันตรวจไม่พบ

3. ตรวจหา unexpected antibody ที่อาจมีใน serum ของผู้ป่วย (antibody screening) ซึ่งอาจจะทำพร้อมกับการทำ compatibility test ก็ได้



เทคนิคการทำ Compatibility Test โดยวิธี tube test


Specimen :

- เลือดผู้ป่วยควรเป็นเลือดใหม่เจาะไว้ไม่เกิน 24-48 ชั่วโมง
- เลือดผู้บริจาค ( จาก pilot tube )

น้ำยา

- anti-A, anti-B,anti-A,B
- antiglobulin serum

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.เตรียมหลอดทดลองขนาด 10 หรือ 12x75 ml.

2.label หลอดทดลองดังนี้

- เขียน "A" , "B", "O", บนหลอดทดลองที่จะใช้ทำ serum grouping ของผู้ป่วย
- เขียน A..unit number ของถุงเลือด สำหรับทำ crossmatch ตามจำนวนถุงเลือดที่ Crossmatch ให้ผู้ป่วย เช่น A3331,A3332....
- NSS

ขั้นตอน

1. ตรวจหมู่เลือดทั้งระบบ ABO และ Rh

2.เลือกเลือดผู้บริจาคที่มีระบบ ABO และ Rh group ที่ตรงกันหรือเข้ากันได้มาทำ crossmatch ให้คนไข้

3.ทำ crossmatch ระหว่างเลือดผู้ป่วยกับผู้บริจาค ตามขั้นตอนดังนี้

 

Saline Immediate spin ( ที่อุณหภูมิห้อง )

1. tube Ax หยดซีรัมผู้ป่วย 2 หยด และเลือดผู้บริจาคที่เตรียมเป็นความเข้มข้น 2-5 % 1 หยด

2. เขย่าเบาๆให้เซลล์และซีรัมใน tube ผสมกัน

3. ปั่นอ่านผล (3400 รอบ/ นาที ปั่น 15 วินาที) โดยดูฮีโมไลซีส และดูการจับกลุ่มตกตะกอนด้วยตาเปล่า

4. จดบันทึกผลการทดสอบที่อ่านได้

Thermal Phase (37 ํC )

5. เขย่าเบาๆให้เซลล์และซีรัมใน tube ผสมกัน และนำไป incubate ที่ 37 ํC เป็นเวลา 30-60 นาที

6. ปั่นอ่านผล โดยดูฮีโมไลซีส และดูการจับกลุ่มตกตะกอนด้วยตาเปล่า

7. จดบันทึกผลการทดสอบที่อ่านได้

Antiglobulin phase

8.นำ tube จากข้อ 7. มาทำ antiglobulin test โดยเขย่าเบาๆให้เซลล์และซีรัมใน tube ผสมกัน แล้วนำมาล้างด้วยน้ำเกลือ 3 ครั้ง (การปั่นล้างใช้ความเร็ว 3400 รอบ /นาที ใช้เวลารอบละ 45 วินาที) ครั้งสุดท้ายสลัดน้ำเกลือทิ้งให้แห้ง หยด antiglobulin serum 1 หยด เขย่าให้เซลล์ผสมกับ antiglobulin serum

9. ปั่นอ่านผล โดยดูฮีโมไลซีส และดูการจับกลุ่มตกตะกอนด้วยตาเปล่าและอ่านผลด้วยกล้องจุลทรรศน์

10. จดบันทึกผลการทดสอบที่อ่านได้


การแปลผล

- ถ้ามีฮีโมไลซีสหรือมีการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดงที่ระยะใดระยะหนึ่ง ถือว่าเลือดนั้นเข้ากันไม่ได้ ต้องหาสาเหตุ และหาเลือดที่ เหมาะสมมา crossmatch ให้ผู้ป่วยต่อไป
-ถ้าผลปฏิกิริยาของ crossmatch ทุกระยะให้ผล Negative ทุกขั้นตอน แสดงว่าเลือดที่นำมา crossmatch นั้นเข้ากันได้สามารถนำ
มาให้แก่ผู้ป่วยได้


Compatibility Test โดย Gel technique ( ID-LISS/ COOMBS CARD)

น้ำยาที่ใช

1. ID-LISS / Coombs card
2. ID- Diluent 2 (modified LISS)

วิธีทำ

1. เตรียม 1% cell suspension ของเลือด Donor ในน้ำยา ID- Diluent 2 เตรียมโดย
- PRC 10 ไมโครลิตร + ID- Diluent 2 1000 ไมโครลิตร
- Whole blood 20 ไมโครลิตร + ID- Diluent 2 1000 ไมโครลิตร

2. เติม 1% cell suspension (ที่เตรียมได้จากข้อ 1. ) 50 ไมโครลิตร ลงใน microtubeให้ค้างอยู่กระเปาะด้านบน ( Reaction chamber)

3. เติม serum หรือ plasma ของผู้ป่วย 25 ไมโครลิตร

4. Incubate ที่ 37 ํ C 15-30 นาที ซึ่งสามารถ incubate ได้นานถึง 60 นาทีโดยไม่มีผลต่อปฏิกิริยา

5. นำไปปั่นใน ID- centrifuge 10 นาที

อ่านผล

Positive : มีเม็ดเลือดค้างอยู่บนเนื้อเจล
Negative : เลือดทั้งหมดตกอยู่ก้น tube

Remark : - specimen ใช้ clotted หรือ EDTA blood ก็ได้
- ถ้าต้องการทำ Antibody screening หรือ Antibody identification ก็ให้ใช้ O1 และ O2 หรือ panel cell แทนเลือดจาก donor
- ID- Diluent 2 ควรนำมามาไว้ให้ได้อุณหภูมิห้องก่อนการทดสอบ

ข้อควรทราบ

- tube เลือดของผู้ป่วย และ pilot tube ของผู้บริจาคที่นำมาทำ crossmatch ควรเก็บไว้ที่ 4C เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน หลังจากผู้ป่วยรับเลือดไปแล้ว เพื่อใช้ตรวจซ้ำเมื่อมีปัญหา transfusion reaction

- อาจทำ autulogous control ไปพร้อมๆ กับการทำ crossmatch โดยใช้ serum ผู้ป่วย 2 หยด ทำปฏิกิริยากับเลือดผู้ป่วยที่มีความเข้มข้น 2-5% 1 หยด

- เด็กที่อายุตำกว่า 3 เดือนควรใช้เลือดมารดามาทำ compatibility test ด้วยโดยเฉพาะในรายที่ต้องการทำ exchange transfusion

- ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด จะเกิด fibrin ทำให้อ่านผลไม่ได้ควรเติม thrombin 1 หยดต่อซีรัม 1 มล. หรือใช้ thrombin แห้ง แต่ไม่ควรใส่ fibrin มากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิด nonspecific agglutination หลังจากเติม thrombin และผสมให้เข้ากับ serum แล้วตั้งทิ้งไว้สักครู่ เขี่ยก้อน clot ออกแล้วจึงนำ serum นั้นไปทำ crossmatch

- ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดเป็นจำนวนมาก จนเท่ากับหรือใกล้เคียงกับปริมาณเลือดทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายภายใน 24 ชั่วโมง (massive transfusion) ถ้าใน sample ก่อนให้เลือดไม่มี alloantibody หรือเลือดผู้บริจาค
ไม่มีแอนติเจนชนิดเดียวกับแอนติบอดีที่ผู้ป่วยมีอยู่ อาจพิจารณาให้เลือด ABO ที่ตรงหมู่โดยทำ crossmatch เฉพาะ saline immediate spin ทั้งนี้ขึ้อยู่กับดุลพินิจของแพทย์

 สาเหตุที่ crossmatch เข้ากันไม่ได้อาจเนื่องมาจาก

1. ABO discrepancies

2. Rouleaux formation

3. Cold หรือ warm antibody

4. Autoantibody

5. Direct antiglobulin test ให้ผล Positive

6. สาเหตุอื่นๆ เช่น เครื่องแก้วสกปรก เลือดหรือน้ำยามีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย fibrin clot ปั่นนานเกินไป ใช้เลือดที่มี Hemolysis มาทดสอบ หรืออาจใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้อง


การแก้ปัญหาการ Crossmatch เข้ากันไม่ได้

    ควรตรวจหมู่เลือด ABO ของผู้ป่วยและผู้บริจาครวมทั้งทำ crossmatch ซ้ำอีกครั้ง ทำ autologous control พร้อมกันไปด้วย ถ้าผลยังได้เหมือนเดิมควรทำดังนี้

1. กรณีที่ autologous control ให้ผลลบ

1.1 ถ้าสงสัยสาเหตุจาก ABO discrepancies แก้ปัญหาโดยกลับไปดูเรื่อง ABO discrepancies

1.2 ถ้าสงสัย alloantibody

- ทำ antibody identification หาชนิดของ antibody
- ตรวจหมู่เลือด ABO group ของผู้ป่วยซ้ำโดยใช้ A,B,O cell ที่ไม่มีแอนติเจนที่จำเพาะกับแอนติบอดีที่ผู้ป่วยมี
- เลือกเลือดผู้บริจาคที่ไม่มีแอนติเจนที่จำเพาะกับแอนติบอดีที่ผู้ป่วยมี มา crossmatch ให้ผู้ป่วย

1.3 ถ้าทำ antibody screening test ให้ผล negative แต่ crossmatch ไม่ผ่าน ควรทำ DAT ของเลือดผู้บริจาค

- ถ้า DAT ของผู้บริจาคให้ผล Positive เลือดนั้นให้ผู้ป่วยไม่ได้ ควรเลือกเลือดถุงอื่นๆมาทำ crossmatch
- ถ้า DAT ของผู้บริจาคให้ผล Negative ผู้ป่วยอาจมี antibody ต่อ low incidence antigen ควรนำเลือดถุงอื่นๆมาทำ crossmatch ให้ผู้ป่วย และตรวจ antibody identification เพื่อหาชนิดของ antibody ในซีรัมของผู้ป่วย

1.4 ถ้าการ crossmatch ให้ผล Positive กับเลือดผู้บริจาคส่วนใหญ่ อาจเกิดจาก serum ผู้ป่วยมี antibody หลายชนิด หรือผู้ป่วยมี antibody ต่อ high- incidence antigen แก้ปัญหาโดยทำ Antibody identification หาชนิด Antibody ใน serum ของผู้ป่วย และอาจจะต้อง crossmatch เลือดจากญาติให้ผู้ป่วย Direct donation ซึ่งต้องผ่านกระบวนการของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย


2. กรณีที่ Autologous control ให้ผล Positive

2.1 ถ้าผู้ป่วยมีโปรตีนผิดปกติ ทำให้เกิดการจับกลุ่มตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงที่อุณหภูมิห้อง และที่ 37 ํC ( ที่ 37 ํ C อาจให้ผลแรงขึ้น) แต่ DAT antiglobulin phase ให้ผล Negative อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงมี rouleaux fomation ควรหยด NSS ลงไป 1-3 หยด ถ้าการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดงหายไป แสดงว่ามี rouleaux fomation ให้ทำ crossmatch ต่อไปจนถึง antiglobulin phase ถ้าได้ผล Negative แสดงว่า เลือด unit นั้นสามารถให้ผู้ป่วยได้

2.2 ถ้าสงสัย cold autoantibody และผู้ป่วยไม่เคยได้รับเลือดมาก่อน ทำดังนี้

- ทำ cold autoabsorbtion ของ serum ผู้ป่วย แล้วนำ absorped serum มาทำ serum group,crossmatch,antibody screening,antibody identification
- ทำ ABO grouping โดยล้างเซลล์ด้วยน้ำเกลืออุ่นที่ 37 ํ C หลายๆครั้ง แล้วจึงนำเซลล์นั้นมาตรวจ
- ถ้าพบว่าผู้ป่วยมี cold antibody ร่วมกับ alloantibody ให้เลือกเลือดมา crossmatch ให้ผู้ป่วยเช่นเดียวกับกรณีที่ผู้ป่วยมี Alloantibody

** Remark **
ผู้ป่วยเคยรับเลือดมาแล้วไม่ควรทำ autoabsorption เพราะอาจ absorp เอา alloantibody ออกมาด้วย

2.3 ถ้า DAT ของผู้ป่วยให้ผล positive ปฏิกิริยาที่ 37 ํ C หรือ antiglobulin phase ให้ผล positive พบได้ในกรณีต่อไปนี้

- ผู้ป่วย Autoimmune hemolytic anemia (AIHA)

- ได้รับการรักษาด้วยยาบางชนิดเช่น Penicillin, ยารักษามาลาเรีย

- ผู้ป่วยเคยได้รับเลือดที่มีแอนติเจนที่จำเพาะกับแอนติบอดีของผู้ป่วยภายใน 3 เดือน ควรทำดังนี้

1. ทำ ABO grouping โดยทำ elution ที่ 45 ํ C เพื่อ elute เอา antibody ที่จับกับเซลล์ออกก่อนแล้วจึงนำเซลล์นั้นมาตรวจ cell grouping

2. ตรวจดูว่ามี alloantibody ร่วมกับ autoantibody หรือไม่โดยทำ elution จากเซลล์ที่ DAT ให้ผล Positive นำ eluate ที่ได้มาตรวจหาและแยกชนิด antibody (antibody screening , antibody identification ) ถ้าผลการตรวจแอนติบอดีใน serum ต่างจาก eluate ควรทำ crossmatch โดยใช้ทั้งซีรัม และ eluate ถ้าพบว่ามี alloantibody ร่วมกับ autoantibody ก็เลือกเลือดมาทำ crossmatch เหมือนกรณีผู้ป่วยมี alloantibody ร่วมกับ cold antibody

** Remark **
ไม่ควรให้เลือดแก่ผู้ป่วย AIHA ที่มี warm autoantibody แต่ถ้าจำเป็นอาจเลือกเลือดที่ให้ผลการทำ crossmatch เข้ากันไม่ได้น้อยที่สุด ( least imcompatible)

การเตรีมเลือดให้ผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน

ในกรณีฉุกเฉินจำเป็นต้องให้เลือดแก่ผู้ป่วยโดยเร่งด่วนเนื่องจากรอผลการ crossmatch ไม่ได้ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนโดยจำแนกตามระดับของความเร่งด่วนดังนี้

1. รีบด่วนที่สุด อาจจะเนื่องจากผู้ป่วย shock ให้ใช้ packed red cells group " O " โดยไม่ต้องทำ crossmach ( group compatible uncrossmatch blood)

2. ในกรณีที่ไม่สามารถทำ complete crossmatch ได้ให้ตรวจ ABO และ Rh grouping และให้เลือดที่ group ตรงกันกับผู้ป่วย ( group specific uncrossmatch blood) และทำ crossmatch ขั้น immediate spin

** Remark **

- ทั้งสองกรณีเมื่อจายเลือดไปแล้วให้ทำ crossmatch ไปด้วยทันที ถ้าพบว่ามีปฏิกิริยาในขั้นตอนใด ให้แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ทันทีจะได้หยุดการให้เลือดและพิจารณาการรักษาต่อไป
- การจ่ายเลือดทั้งสองกรณีต้องให้แพทย์ผู้ขอรับทราบถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในการรับเลือดได้ เพื่อให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา และต้องเซ็นต์กำกับเพื่อรับทราบและยินยอมในการ
ให้เลือดกรณีฉุกเฉินในครั้งนั้นด้วย

 
.